ไม่ต้องมองลงมาจาก เฮลิคอปเตอร์ก็รู้ว่ากรุงเทพมันแออัดขนาดไหน การเปิดร้านเค้กซักร้านมันก็เหมือนกับการเดินไปเตะหน้าใครสักคน..เพราะไม่ ช้าก็เร็ว มันต้องมีเรื่องแน่ๆ......และเยอะด้วย
ถ้าคุณเคยเปิดร้าน เค้กมาแล้วสักครั้งนึง พนันได้เลยว่าคุณอยากเดินไปเตะหน้าคนมากกว่าเปิดร้านเค้กอีก..อย่างน้อย รับประกันได้ว่ามันเจ็บตัวน้อยกว่า..และยังเหลือเงินเท่าเดิมในกระเป๋า
ผม โชคดีที่ตัวเองเป็นคนบ้า..คือไม่คิดอะไรเยอะถึงจุดที่ว่าอย่าทำจะดีกว่า.. แต่ขณะเดียวกันก็เพี้ยนพอที่จะลุกขึ้นมาเปิดร้านเค้กทั้งที่ไม่มีประสบการ์ณ
มัน เป็นวันเงียบๆธรรมดา ผมนั่งอยู่ที่ร้านกาแฟร้านประจำ อยู่ดีๆก็มีความคิดแวปนึงขึ้นมาว่าเปิดร้านเค้กดีกว่า ไหนๆเราก็เป็นเชฟเบเกอรี่น่าจะลองทำดูสักตั้ง
อารมณ์มันพลุ่งพล่าน ผมจ่ายเงินและออกจากร้านทันที มือกำสมุดโน๊ตไว้แน่น พุ่งตรงไปที่ร้านอินเตอร์เน็ต หาข้อมูลทำเลว่างให้เช่าที่เร็วที่สุด
เพียงสองวันต่อมา ช่างก่อสร้างก็ถูกลำเลียงไปยังสถานที่ๆกำลังจะกลายเป็นร้านเค้กร้านแรกของผม
แน่นอนทุกคนรอบข้างสงสัยว่าผมกำลังทำอะไร และเหมือนเช่นเคย....ผมไม่ฟังเสียงทัดทานใคร
1 เดือนต่อมาผมก็เปิดร้านเค้กร้านแรกของผมได้สำเร็จ
สอง วันก่อนเปิดร้านผมรับพนักงานผู้หญิง 2 คน พวกเธอรับรู้กำหนดวันเปิดร้าน และแน่ละ!! ไม่มีใครเป็นอัลไซเมอร์ แต่พอถึงเวลานัดในเช้าวันเปิดร้าน ทั้งคู่กลับไม่มา
วันเปิดร้านยุ่งมาก พนักงานคนหนึ่งโทรมาบอกว่าที่บ้านบังเอิญว่าหลานเกิดอุบัติเหตุพอดี ในขณะที่อีกคนบอกว่าแม่ตกบันได ทั้งคู่จึงมาไม่ได้
ผมเหนื่อยเกิน กว่าที่จะคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงรึเปล่า แต่ในกรณีแบบนี้แม้แต่เด็ก 5 ขวบก็คงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าเป็นผมๆต้องลำบากใจสุดๆเลยที่จะใช้ข้ออ้างห่วยๆแบบนี้ในการลางาน
อย่าง ไรก็ตามพนักงานคนนึงมาตอนบ่ายและเคลียร์พื้นที่เก็บกวาดจัดแจงทุกอย่างจนผม ให้อภัยเธอในทันที เธอทำทุกอย่างได้อย่างเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน
ส่วนพนักงานอีกคนส่ง sms มาบอกในวันรุ่งขึ้นว่าคงไม่มาทำแล้ว ผมโทรกลับไปเพื่อฟังคำอธิบาย เธอปิดเครื่อง
ผมส่ง sms ไปว่าถ้าไม่อยากให้ผมไปหาถึงบ้านตามที่อยู่ในบัตรประชาชนก็ให้รับโทรศัพท์เพื่อคุยให้เรียบร้อย
มือถือเธอกลับมาใช้การได้ทันทีราวโดนเวทย์มนตร์ เธอรับทันทีเมื่อผมโทรไป เธออ้ำๆอึ้งๆบอกว่าแม่ตกบันไดต้องรักษานาน ผมบอกเธอว่าถ้าซักอาทิตย์นึงค่อยกลับมาทำก็ได้เพราะพี่ขี้เกียจหาคนใหม่ เธอบอกว่าไม่อยากให้ผมลำบากใจ
จริงๆเธอคงพูดผิด ผมถอดรหัสคำพูดเธอได้อย่างหวานหมูว่า "หนูได้งานที่ใหม่แล้วที่ให้เงินเยอะกว่า"
.....ทั้งๆที่ผม train งานให้เธออยู่ตั้งหลายวันก่อนหน้านี้แท้ๆ
ประโยคสุดท้ายของการสนทนาผมบอกเธอว่า.....โชคดีนะ..ทั้งๆที่ผมควรจะพูดว่าเลิกโกหกซะทีได้มั้ย
*****************************
พนักงานคนแรกของผมจึงมีคนเดียว แต่เธอเก่งและทำงานได้ทุกอย่าง
ทำไม่ได้อย่างเดียวคือ..ไม่มาสาย
บังเอิิญว่ากฏข้อเดียวของผมคือ..ห้ามมาสาย
ผมพร่ำบอกเธอทุกวันว่าอย่ามาสาย แต่เธอทำตัวสม่ำเสมอดีมาก คือมาสายทุกวัน
เหมือนผมใจดีกับเธอเกินไป ซึ่งต้องบอกว่าผมต้องพยายามสุดๆเลยเพราะรู้ว่าถ้าเธอออกไปตอนนี้ผมต้องเหนื่อยแน่ๆ
แต่ แล้วในที่สุดในเช้าวันหนึ่งเธอก็ไม่มาสายอีกแล้ว เพราะผมโทรไปบอกเธอว่าในเมื่อไม่ีมาสายไม่ได้.....ก็ไม่ต้องมาเลยแล้ว กัน....จะได้ไม่ต้องสายอีก
....และก็เป็นแบบที่คิด....ระหว่างช่วง ที่เธอออกไป 2 อาทิตย์เป็นช่วงเวลาแห่งความเหน็ดเหนื่อย ผมทำทุกอย่างคนเดียว ทั้งดูแลลูกค้า ชงกาแฟ ทำเค้ก ทำความสะอาด สารพัด ฯลฯ แล้วช่วงเปิดใหม่ลูกค้าเยอะทุกวัน แล้วยังจะทำึคนเดียวอีก....
เริ่มเหนื่อย..เริ่มท้อ
แต่แล้ววันนึง ผมฟุบหน้าลงบนโต๊ะ ง่วงและเหนื่อย รู้สึกเหมือนมีเมฆฝนลอยมา ท้องฟ้าสลัวๆ ความมืดปกคลุม ฝนตั้งเค้า ลมพายุพัดแรง ผมอยู่ในบ้านไม้บอบบางๆถึงขนาดว่าพายุมาเมื่อไหร่บ้านพังแน่ๆ แล้วผมก็ต้องตัวเปียกปอนไม่รู้จะทำยังไงดี
ฟ้าผ่าเปรี้ยง....ผมได้แต่หรี่ตามอง....วินาทีนั้นผมทำอะไรไม่ได้แล้ว
แต่จู่ๆเมฆฝนก็สลายตัว ฝนหยุดตก ท้องฟ้าเจิดจ้า เหมือนทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ
พร้อมกับเสียงหญิงสาววัย 20 หน้าตาบ๊องแบ๊วเหมือนตุ๊กตาบลายด์ ตัวสูงยังกะนางแบบ เดินเฉิดฉายเข้ามาในร้านอย่างกระฉับกระเฉง
"มาแล้วค่ะ ที่นัดว่าจะมาสัมภาษณ์อ่ะค่ะ"
ผมหันไปมองตามเสียงใสๆนั้น และไม่เคยรู้เลยว่าเสียงนั้นคือเสียงของคนที่จะมีบทบาทสำคัญกับการทำร้านเค้กร้านแรกของผม
....ร้านเค้กในตำนานได้เริ่มต้นบทแรกขึ้นแล้วตั้งแต่วินาทีนั้นเอง
ถ้าคุณเคยเปิดร้าน เค้กมาแล้วสักครั้งนึง พนันได้เลยว่าคุณอยากเดินไปเตะหน้าคนมากกว่าเปิดร้านเค้กอีก..อย่างน้อย รับประกันได้ว่ามันเจ็บตัวน้อยกว่า..และยังเหลือเงินเท่าเดิมในกระเป๋า
ผม โชคดีที่ตัวเองเป็นคนบ้า..คือไม่คิดอะไรเยอะถึงจุดที่ว่าอย่าทำจะดีกว่า.. แต่ขณะเดียวกันก็เพี้ยนพอที่จะลุกขึ้นมาเปิดร้านเค้กทั้งที่ไม่มีประสบการ์ณ
มัน เป็นวันเงียบๆธรรมดา ผมนั่งอยู่ที่ร้านกาแฟร้านประจำ อยู่ดีๆก็มีความคิดแวปนึงขึ้นมาว่าเปิดร้านเค้กดีกว่า ไหนๆเราก็เป็นเชฟเบเกอรี่น่าจะลองทำดูสักตั้ง
อารมณ์มันพลุ่งพล่าน ผมจ่ายเงินและออกจากร้านทันที มือกำสมุดโน๊ตไว้แน่น พุ่งตรงไปที่ร้านอินเตอร์เน็ต หาข้อมูลทำเลว่างให้เช่าที่เร็วที่สุด
เพียงสองวันต่อมา ช่างก่อสร้างก็ถูกลำเลียงไปยังสถานที่ๆกำลังจะกลายเป็นร้านเค้กร้านแรกของผม
แน่นอนทุกคนรอบข้างสงสัยว่าผมกำลังทำอะไร และเหมือนเช่นเคย....ผมไม่ฟังเสียงทัดทานใคร
1 เดือนต่อมาผมก็เปิดร้านเค้กร้านแรกของผมได้สำเร็จ
สอง วันก่อนเปิดร้านผมรับพนักงานผู้หญิง 2 คน พวกเธอรับรู้กำหนดวันเปิดร้าน และแน่ละ!! ไม่มีใครเป็นอัลไซเมอร์ แต่พอถึงเวลานัดในเช้าวันเปิดร้าน ทั้งคู่กลับไม่มา
วันเปิดร้านยุ่งมาก พนักงานคนหนึ่งโทรมาบอกว่าที่บ้านบังเอิญว่าหลานเกิดอุบัติเหตุพอดี ในขณะที่อีกคนบอกว่าแม่ตกบันได ทั้งคู่จึงมาไม่ได้
ผมเหนื่อยเกิน กว่าที่จะคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงรึเปล่า แต่ในกรณีแบบนี้แม้แต่เด็ก 5 ขวบก็คงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถ้าเป็นผมๆต้องลำบากใจสุดๆเลยที่จะใช้ข้ออ้างห่วยๆแบบนี้ในการลางาน
อย่าง ไรก็ตามพนักงานคนนึงมาตอนบ่ายและเคลียร์พื้นที่เก็บกวาดจัดแจงทุกอย่างจนผม ให้อภัยเธอในทันที เธอทำทุกอย่างได้อย่างเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน
ส่วนพนักงานอีกคนส่ง sms มาบอกในวันรุ่งขึ้นว่าคงไม่มาทำแล้ว ผมโทรกลับไปเพื่อฟังคำอธิบาย เธอปิดเครื่อง
ผมส่ง sms ไปว่าถ้าไม่อยากให้ผมไปหาถึงบ้านตามที่อยู่ในบัตรประชาชนก็ให้รับโทรศัพท์เพื่อคุยให้เรียบร้อย
มือถือเธอกลับมาใช้การได้ทันทีราวโดนเวทย์มนตร์ เธอรับทันทีเมื่อผมโทรไป เธออ้ำๆอึ้งๆบอกว่าแม่ตกบันไดต้องรักษานาน ผมบอกเธอว่าถ้าซักอาทิตย์นึงค่อยกลับมาทำก็ได้เพราะพี่ขี้เกียจหาคนใหม่ เธอบอกว่าไม่อยากให้ผมลำบากใจ
จริงๆเธอคงพูดผิด ผมถอดรหัสคำพูดเธอได้อย่างหวานหมูว่า "หนูได้งานที่ใหม่แล้วที่ให้เงินเยอะกว่า"
.....ทั้งๆที่ผม train งานให้เธออยู่ตั้งหลายวันก่อนหน้านี้แท้ๆ
ประโยคสุดท้ายของการสนทนาผมบอกเธอว่า.....โชคดีนะ..ทั้งๆที่ผมควรจะพูดว่าเลิกโกหกซะทีได้มั้ย
*****************************
พนักงานคนแรกของผมจึงมีคนเดียว แต่เธอเก่งและทำงานได้ทุกอย่าง
ทำไม่ได้อย่างเดียวคือ..ไม่มาสาย
บังเอิิญว่ากฏข้อเดียวของผมคือ..ห้ามมาสาย
ผมพร่ำบอกเธอทุกวันว่าอย่ามาสาย แต่เธอทำตัวสม่ำเสมอดีมาก คือมาสายทุกวัน
เหมือนผมใจดีกับเธอเกินไป ซึ่งต้องบอกว่าผมต้องพยายามสุดๆเลยเพราะรู้ว่าถ้าเธอออกไปตอนนี้ผมต้องเหนื่อยแน่ๆ
แต่ แล้วในที่สุดในเช้าวันหนึ่งเธอก็ไม่มาสายอีกแล้ว เพราะผมโทรไปบอกเธอว่าในเมื่อไม่ีมาสายไม่ได้.....ก็ไม่ต้องมาเลยแล้ว กัน....จะได้ไม่ต้องสายอีก
....และก็เป็นแบบที่คิด....ระหว่างช่วง ที่เธอออกไป 2 อาทิตย์เป็นช่วงเวลาแห่งความเหน็ดเหนื่อย ผมทำทุกอย่างคนเดียว ทั้งดูแลลูกค้า ชงกาแฟ ทำเค้ก ทำความสะอาด สารพัด ฯลฯ แล้วช่วงเปิดใหม่ลูกค้าเยอะทุกวัน แล้วยังจะทำึคนเดียวอีก....
เริ่มเหนื่อย..เริ่มท้อ
แต่แล้ววันนึง ผมฟุบหน้าลงบนโต๊ะ ง่วงและเหนื่อย รู้สึกเหมือนมีเมฆฝนลอยมา ท้องฟ้าสลัวๆ ความมืดปกคลุม ฝนตั้งเค้า ลมพายุพัดแรง ผมอยู่ในบ้านไม้บอบบางๆถึงขนาดว่าพายุมาเมื่อไหร่บ้านพังแน่ๆ แล้วผมก็ต้องตัวเปียกปอนไม่รู้จะทำยังไงดี
ฟ้าผ่าเปรี้ยง....ผมได้แต่หรี่ตามอง....วินาทีนั้นผมทำอะไรไม่ได้แล้ว
แต่จู่ๆเมฆฝนก็สลายตัว ฝนหยุดตก ท้องฟ้าเจิดจ้า เหมือนทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ
พร้อมกับเสียงหญิงสาววัย 20 หน้าตาบ๊องแบ๊วเหมือนตุ๊กตาบลายด์ ตัวสูงยังกะนางแบบ เดินเฉิดฉายเข้ามาในร้านอย่างกระฉับกระเฉง
"มาแล้วค่ะ ที่นัดว่าจะมาสัมภาษณ์อ่ะค่ะ"
ผมหันไปมองตามเสียงใสๆนั้น และไม่เคยรู้เลยว่าเสียงนั้นคือเสียงของคนที่จะมีบทบาทสำคัญกับการทำร้านเค้กร้านแรกของผม
....ร้านเค้กในตำนานได้เริ่มต้นบทแรกขึ้นแล้วตั้งแต่วินาทีนั้นเอง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น